เมื่อพูดถึง มะเร็งปอด หลายคนอาจคิดทันทีว่าเป็นโรคของผู้ที่สูบบุหรี่ แต่ในความเป็นจริง แม้การสูบบุหรี่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด ผู้ที่ ไม่เคยสูบบุหรี่ก็สามารถเป็นมะเร็งปอดได้เช่นกัน
ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า ในสหรัฐอเมริกาประมาณ 10–20% ของผู้ที่เป็นมะเร็งปอดเป็นผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่หรือสูบน้อยมาก ซึ่งสะท้อนว่ามะเร็งปอดมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากกว่าบุหรี่เพียงอย่างเดียว
ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม
1. ควันบุหรี่มือสอง: แม้ไม่สูบบุหรี่ด้วยตนเอง แต่การได้รับควันจากบุหรี่ของผู้อื่นเป็นประจำก็ทำให้สัมผัสสารที่เป็นอันตรายต่อปอดได้ CDC ระบุว่าควันบุหรี่มือสองเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปอดในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
2. มลพิษทางอากาศ: การอยู่อาศัยหรือทำงานในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดได้ โดยเฉพาะการสัมผัสฝุ่นและมลพิษจากการเผาไหม้หรือไอเสียอย่างต่อเนื่อง
3. ก๊าซ Radon: เป็นก๊าซกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากดินและหิน ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส สามารถสะสมในอาคารหรือพื้นที่ปิดได้
WHO ระบุว่า Radon เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของมะเร็งปอด และอาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งปอดประมาณ 3–14% ในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับระดับ Radon และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชากร
4. สารบางชนิดจากการทำงาน: ผู้ที่ทำงานในบางอุตสาหกรรมอาจสัมผัส แร่ใยหิน (Asbestos) ไอเสียดีเซล ซิลิกา หรือสารเคมีบางชนิด เป็นระยะเวลานาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดได้
5. พันธุกรรมและปัจจัยที่ยังไม่ทราบสาเหตุ: ประวัติครอบครัวและการเปลี่ยนแปลงของยีนบางชนิดอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของมะเร็งปอด และในบางคนอาจเกิดโรคขึ้นโดยไม่พบปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจนเลยก็ได้
ไม่สูบบุหรี่ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องใส่ใจสุขภาพปอด
การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งปอดแน่นอน แต่ควรสังเกตความผิดปกติของร่างกาย เช่น ไอต่อเนื่อง ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หากมีอาการต่อเนื่องหรือมีปัจจัยเสี่ยงที่กังวล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินตามความเหมาะสม
เพราะการดูแลสุขภาพปอด ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “สูบบุหรี่หรือไม่” เพียงอย่างเดียว แต่ควรมองทั้งสิ่งแวดล้อม พฤติกรรม ประวัติสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคลร่วมกัน