เลขที่อนุมัติ ฆสพ.สบส. 7542/2565

หลอดเลือดหัวใจตีบเข้าใจสาเหตุก่อนเกิดอาการ

หลอดเลือดหัวใจตีบเข้าใจสาเหตุก่อนเกิดอาการ

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบอาจไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่สามารถค่อย ๆ พัฒนาเป็นเวลาหลายปี โดยในระยะแรกบางคนอาจยังไม่มีอาการผิดปกติที่ชัดเจน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการรู้จัก สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ตั้งแต่วันนี้จึงมีความสำคัญ

หลอดเลือดหัวใจ หรือ Coronary Arteries มีหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่เรียกว่า Atherosclerosis หรือภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งเกิดจากการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล และสารอื่น ๆ บริเวณผนังหลอดเลือด จนเกิดเป็นคราบพลัค (Plaque)

เมื่อคราบเหล่านี้สะสมเพิ่มขึ้น ช่องภายในหลอดเลือดอาจแคบลง ส่งผลให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง และหากพลัคเกิดการแตก อาจกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดที่ทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลงหรืออุดตันได้

อะไรทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบ

  1. ไขมันในเลือดผิดปกติ: ระดับ LDL Cholesterol ที่สูงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสะสมของคราบไขมันบริเวณผนังหลอดเลือด
    การดูผลตรวจสุขภาพจึงไม่ควรมองเพียงค่าไขมันรวม แต่ควรประเมินองค์ประกอบของไขมันในเลือดร่วมกับปัจจัยสุขภาพอื่น ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์
  2. ความดันโลหิตสูง: เมื่อความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่อง ผนังหลอดเลือดต้องรับแรงดันเพิ่มขึ้น และมีความสัมพันธ์กับกระบวนการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง
    สิ่งที่ควรระวัง: ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจำนวนหนึ่งอาจไม่ได้รู้สึกถึงอาการผิดปกติในชีวิตประจำวัน การตรวจวัดความดันอย่างเหมาะสมจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการติดตามสุขภาพ

  3. ระดับน้ำตาลในเลือดสูงและเบาหวาน
    โรคเบาหวานและภาวะดื้อต่ออินซูลิน
    มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะเมื่อพบร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ หรือน้ำหนักตัวเกิน

  4. การสูบบุหรี่
    สารจากบุหรี่
    ส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด และการสูบบุหรี่ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ

  5. ขาดการออกกำลังกาย
    การมีกิจกรรมทางกายน้อยหรือใช้เวลานั่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจหลายด้าน การขยับตัวระหว่างวัน และออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอก็เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพได้

  6. น้ำหนักเกินและไขมันสะสมบริเวณช่องท้อง

  7. อายุและประวัติครอบครัว

ไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง

  • เจ็บ แน่น หรือรู้สึกกดบริเวณหน้าอก
  • เหนื่อยหรือหายใจไม่สะดวก โดยเฉพาะขณะออกแรง
  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • อาการไม่สบายบริเวณหน้าอกที่อาจร้าวไปแขน ไหล่ หลัง คอ หรือกราม

หากมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกอย่างรุนแรงหรือเกิดขึ้นใหม่ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการหายใจไม่ออก เหงื่อออกมาก คลื่นไส้ หน้ามืด หรืออาการเจ็บร้าว ควรเข้ารับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเป็นภาวะฉุกเฉินทางหัวใจได้

ก่อนรอให้มีอาการ เราดูแลสุขภาพหัวใจอย่างไรได้บ้าง

  • กินอาหารให้เหมาะสม: ลดอาหารหวานจัด เค็มจัด ไขมันอิ่มตัวและอาหารแปรรูป พร้อมเพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารที่หลากหลาย
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: เลือกรูปแบบและความหนักให้เหมาะกับสุขภาพและความพร้อมของแต่ละคน
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับเหมาะสม
  • ติดตามความดัน น้ำตาล และไขมันในเลือด
  • นอนหลับให้เพียงพอและดูแลความเครียด

ดูแลหัวใจ ไม่จำเป็นต้องรอให้หัวใจส่งสัญญาณเตือน

โรคหลอดเลือดหัวใจอาจใช้เวลาหลายปีในการพัฒนา และปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างเกิดขึ้นจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่สะสมต่อเนื่อง การเริ่มดูแลสุขภาพจึงอาจเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ เพียงรู้ค่าความดันของตัวเอง ตรวจติดตามระดับน้ำตาลและไขมัน เลิกสูบบุหรี่ เพิ่มการเคลื่อนไหว เลือกอาหารอย่างเหมาะสม และตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล