ทำไมนิ่วถึงอันตรายกว่าที่คิด
“นิ่ว” คือการตกผลึกของสารบางชนิดในร่างกาย เช่น แคลเซียม กรดยูริก หรือฟอสเฟต ที่รวมตัวกันเป็นก้อนแข็งอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะใน ไต ถุงน้ำดี และท่อน้ำดี
เมื่อก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่หรือเคลื่อนที่ไปอุดตันทางเดินของของเหลวในร่างกาย จะทำให้เกิดอาการปวดรุนแรง ติดเชื้อ หรืออักเสบ หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจต้องถึงขั้น “ผ่าตัดเอานิ่วออก”
พฤติกรรมใกล้ตัว...ที่ทำให้เกิดนิ่วโดยไม่รู้ตัว
1. ดื่มน้ำน้อย: น้ำคือหัวใจของการขับของเสียออกจากร่างกาย การดื่มน้ำน้อยทำให้ปัสสาวะข้นขึ้น เพิ่มโอกาสที่แร่ธาตุและของเสียจะตกผลึกจนกลายเป็นก้อนนิ่ว
2. กินเค็มเกินไป: โซเดียมในอาหารเค็มจะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตโดยตรง
3. ชอบกินอาหารแปรรูป: อาหารประเภทไส้กรอก แฮม หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีฟอสเฟตและสารกันบูดสูง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
4. ทานโปรตีนมากเกินไป: การรับประทานเนื้อสัตว์มาก โดยเฉพาะเนื้อแดง จะเพิ่มระดับกรดยูริกในร่างกาย ทำให้เกิด นิ่วกรดยูริก (Uric acid stone) ได้ง่าย
5. กลั้นปัสสาวะเป็นประจำ: การกลั้นปัสสาวะทำให้ของเสียสะสมในกระเพาะปัสสาวะนานเกินไป เพิ่มโอกาสติดเชื้อและเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
6. ดื่มน้ำอัดลมหรือชานมมาก: เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงทำให้ปัสสาวะเป็นกรด ซึ่งเป็นสภาวะที่เอื้อต่อการเกิดนิ่ว อีกทั้งน้ำตาลยังลดประสิทธิภาพการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดของร่างกาย
สัญญาณเตือนที่อาจบอกว่า “มีนิ่วในร่างกาย”
- ปวดเอวหรือชายโครงข้างใดข้างหนึ่งแบบรุนแรง
- ปัสสาวะขุ่น หรือมีเลือดปน
- ปัสสาวะขัด แสบ หรือบ่อยกว่าปกติ
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ร่วมด้วย
- ปวดท้องด้านขวาบน (กรณีนิ่วในถุงน้ำดี)
หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะอาการของนิ่วในแต่ละตำแหน่งแตกต่างกัน และหากปล่อยไว้นานอาจทำให้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อรุนแรง
ป้องกันได้...ไม่ต้องถึงขั้น “ผ่า”
✅ ดื่มน้ำวันละ 6–8 แก้ว เพื่อให้ปัสสาวะใสและไม่ข้น
✅ ลดอาหารเค็มและอาหารแปรรูป
✅ จำกัดปริมาณโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดง
✅ ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
✅ ตรวจสุขภาพตับและไตอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีประวัติเป็นนิ่ว