HPV (Human Papillomavirus) เป็นไวรัสที่พบได้บ่อยที่สุดในการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ บางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ ขณะที่สายพันธุ์ “เสี่ยงสูง” เช่น HPV 16 และ HPV 18 สามารถนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูก และทำให้เกิด มะเร็งปากมดลูก ในอนาคต ความน่ากลัวของ HPV คือ ส่วนใหญ่ไม่มีอาการใด ๆ เลย ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้ออยู่
HPV ติดต่อกันได้อย่างไร
แม้จะเชื่อมโยงกับการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก แต่ HPV ติดต่อได้ง่ายกว่าที่คิด
- สัมผัสผ่านผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ
- เพศสัมพันธ์ทั้งทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือปาก
- การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ
- จากแม่สู่ลูกในระหว่างคลอด (พบได้น้อย)
สิ่งสำคัญคือ ถุงยางอนามัยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้ 100% เพราะไวรัสสามารถติดผ่านผิวหนังบริเวณอื่นที่ไม่ได้ถูกปกคลุมได้
HPV กับ “มะเร็งปากมดลูก”
การติดเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงเป็นปัจจัยหลักกว่า 90% ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก โดยมักเกิดขึ้นจาก
- ติดเชื้อ HPV ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- ร่างกายไม่สามารถกำจัดไวรัสได้เอง
- เซลล์ปากมดลูกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นเซลล์ผิดปกติ
- กลายเป็นมะเร็งในที่สุด
ข่าวดีคือ มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในมะเร็งที่ “ป้องกันได้ดีที่สุด” หากตรวจเจอความผิดปกติเร็วและรับวัคซีนป้องกัน HPV
อาการของการติดเชื้อ HPV เป็นอย่างไร
ส่วนใหญ่ “ไม่มีอาการ” จึงทำให้หลายคนไม่รู้ว่าติดเชื้อบางรายอาจพบ
- หูดที่อวัยวะเพศ
- เลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด
- ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
แต่แทบทั้งหมดของการติดเชื้อ HPV เสี่ยงสูงเกิดขึ้นแบบ เงียบ ๆ จึงสำคัญมากที่จะต้องตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
ใครบ้างที่ควรระวังเป็นพิเศษ
- ผู้หญิงช่วงอายุ 25–60 ปี
- ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
- ผู้ที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
- ผู้สูบบุหรี่ (ลดภูมิคุ้มกันของปากมดลูก)
- ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ป้องกัน HPV ได้อย่างไร
1) ฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่เนิ่น ๆ
วัคซีนสามารถป้องกันสายพันธุ์เสี่ยงสูงที่ก่อมะเร็งได้หลายสายพันธุ์ เช่น HPV 16, 18
แนะนำสำหรับ
- เด็กหญิง–เด็กชายอายุ 9–14 ปี
- ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน
แม้เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังสามารถฉีดเพื่อ “ลดความเสี่ยงในอนาคต” ได้
2) ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสม่ำเสมอ
วิธีตรวจที่พบบ่อย ได้แก่
- Pap smear
- HPV DNA Test (แม่นยำและตรวจเจอไวรัสเร็วกว่า)
การตรวจเป็นประจำช่วยให้เจอความผิดปกติได้ตั้งแต่ “เซลล์เริ่มเปลี่ยน” ก่อนจะกลายเป็นมะเร็ง
3) ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี
ช่วยลดการสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ แม้ไม่ป้องกันได้ทั้งหมด แต่ลดโอกาสได้มาก
4) ดูแลระบบภูมิคุ้มกัน เพราะร่างกายของหลายคนสามารถกำจัดไวรัส HPV ได้เอง
วิธีที่ช่วยเสริมระบบภูมิ เช่น
- นอนหลับให้เพียงพอ
- ไม่สูบบุหรี่
- ลดความเครียด
- ทานผักผลไม้และอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ