หลายคนอาจใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อ H. pylori (Helicobacter pylori) โดยไม่รู้ตัว เพราะเชื้อนี้สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารได้อย่างเงียบ ๆ โดยไม่แสดงอาการชัดเจน แต่หากปล่อยไว้นาน อาจนำไปสู่ แผลในกระเพาะอาหารเรื้อรัง, การอักเสบของเยื่อบุกระเพาะ, กรดไหลย้อนซ้ำซาก, และที่น่ากังวลที่สุดคือ มะเร็งกระเพาะอาหาร ได้ในระยะยาว การตรวจหาเชื้อ H. pylori จึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคนที่มีอาการแล้วเท่านั้น แต่ยังควรพิจารณาในกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีเชื้อแฝงอยู่ แม้ไม่มีอาการชัดเจนก็ตาม
กลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจหา H. pylori โดยเร็ว
- ผู้ที่มีอาการทางเดินอาหารเรื้อรัง แน่นท้อง จุกเสียด แสบท้องบ่อย โดยเฉพาะตอนท้องว่าง ท้องอืดง่าย เรอเปรี้ยว หรือกรดไหลย้อนซ้ำ ๆ ปวดท้องซ้ำในตำแหน่งเดิม และดีขึ้นแค่ชั่วคราวจากยาลดกรด
- ผู้ที่มีประวัติแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น เพราะ pylori เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้แผลเกิดซ้ำหรือไม่หายขาด
- ผู้ที่มีญาติสายตรงเคยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร เพราะความเสี่ยงทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมร่วมมีผลร่วมกัน
- ผู้ที่ใช้ยากลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ เช่น ยาแก้ปวด ยาลดไข้บางชนิด ซึ่งอาจทำให้เยื่อบุกระเพาะบางลง และหากมี pylori ร่วมด้วย จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงแผลเรื้อรัง
- ผู้ที่อาศัยในพื้นที่มีการระบาดของ pylori สูง หรือเคยสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ เช่น กินข้าวร่วมกันโดยไม่ใช้ช้อนกลาง
- ผู้ที่มีอาการน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเบื่ออาหารเรื้อรัง อาเจียนบ่อย มีภาวะซีดเรื้อรัง
- ผู้ที่ตรวจสุขภาพเชิงลึก หรือวางแผนดูแลระบบย่อยอาหาร เพื่อป้องกันปัญหาทางเดินอาหารในระยะยาว และวางแผนการฟื้นฟูสุขภาพได้ตรงจุด
เชื้อ H. pylori เป็น “ภัยเงียบ” ที่อาจซ่อนอยู่ในร่างกายของเราโดยไม่รู้ตัว การรอให้มีอาการก่อนตรวจอาจช้าเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่กล่าวมา การตรวจให้พบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้สามารถรักษาได้ทัน ลดโอกาสเกิดแผลเรื้อรังหรือมะเร็งกระเพาะในอนาคต การดูแลสุขภาพระบบทางเดินอาหารจึงควรเริ่มจาก “รู้ก่อน ป้องกันได้”