เมื่อพูดถึง โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) หลายคนมักนึกถึงอาการ “ขี้ลืม” หรือ “จำอะไรไม่ได้” เป็นอันดับแรก แม้ความผิดปกติของความจำ โดยเฉพาะการจำข้อมูลใหม่ จะเป็นอาการที่พบได้บ่อยในระยะแรก แต่อัลไซเมอร์สามารถส่งผลต่อการคิด การสื่อสาร พฤติกรรม และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วย
ดังนั้น สิ่งที่ครอบครัวควรสังเกตจึงไม่ใช่เพียงว่า “ลืมบ่อยขึ้นหรือไม่” แต่รวมถึงความเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากเดิมด้วย
- พูดหรือหาคำได้ยากขึ้น
บางคนอาจเริ่มนึกคำที่คุ้นเคยไม่ออก เรียกสิ่งของผิด หยุดกลางประโยค หรือพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ จนเริ่มกระทบต่อการสนทนา ซึ่งแตกต่างจากการนึกคำไม่ออกเป็นครั้งคราวตามปกติ
- การวางแผนและการตัดสินใจเปลี่ยนไป
งานที่เคยทำเป็นประจำ เช่น จัดการค่าใช้จ่าย ทำอาหารตามขั้นตอน นัดหมาย หรือวางแผนกิจกรรม อาจเริ่มทำได้ยากขึ้น รวมถึงอาจมีการตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
- สับสนเรื่องเวลาและสถานที่
อาจจำวัน เวลา หรือสถานที่ไม่ได้ สับสนกับเส้นทางที่เคยคุ้นเคย หรือไม่แน่ใจว่าตนเองมาอยู่ที่สถานที่นั้นได้อย่างไร WHO ระบุว่าความสับสนในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยเป็นหนึ่งในอาการที่อาจพบในภาวะสมองเสื่อม
- อารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง
บางคนอาจมีอารมณ์หรือบุคลิกเปลี่ยนไป เช่น หงุดหงิดง่ายขึ้น วิตกกังวล ถอนตัวจากกิจกรรมที่เคยชอบ หรือมีความระแวงมากขึ้น ทั้งนี้อาการเหล่านี้สามารถเกิดจากภาวะสุขภาพอื่นได้เช่นกัน
- ทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำได้ยากขึ้น
สิ่งที่น่าสังเกตคือ เมื่อความเปลี่ยนแปลงเริ่มกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น ลืมขั้นตอนการทำงาน ใช้อุปกรณ์ที่คุ้นเคยไม่ถูก หรือจัดการกิจวัตรประจำวันได้ยากขึ้น เพราะภาวะสมองเสื่อมมีลักษณะสำคัญคือความผิดปกติด้านการคิดหรือพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ขี้ลืม ไม่ได้แปลว่าเป็นอัลไซเมอร์เสมอไป
อาการหลงลืม สมาธิลดลง หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ ความเครียด ยาบางชนิด ภาวะซึมเศร้า หรือภาวะสุขภาพอื่น ๆ จึงไม่ควรวินิจฉัยอัลไซเมอร์จากอาการเพียงข้อเดียว
หากครอบครัวพบว่า ความจำ ความคิด ภาษา พฤติกรรม หรือความสามารถในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างต่อเนื่อง ควรพาไปปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุอย่างเหมาะสม
ยิ่งครอบครัวรู้จักสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสพาผู้ที่มีอาการเข้าสู่กระบวนการประเมินและวางแผนดูแลสุขภาพได้เหมาะสมมากขึ้น