เลขที่อนุมัติ ฆสพ.สบส. 7542/2565

ไอเรื้อรังในช่วงอากาศเย็น อาจไม่ใช่หวัดธรรมดา

ไอเรื้อรังในช่วงอากาศเย็น อาจไม่ใช่หวัดธรรมดา

หลายคนเริ่มมีอาการไอมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงอากาศเย็น และมักเข้าใจว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาหรือ “ไอเพราะอากาศแห้ง” แต่ถ้าอาการไอยังคงอยู่ต่อเนื่องนานกว่า 3 สัปดาห์ โดยไม่มีไข้ หรือแม้จะกินยาลดไอก็ไม่ดีขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณของ โรคเรื้อรังทางเดินหายใจ หรือ ภาวะภูมิแพ้ ที่ควรได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างจริงจัง เพราะการปล่อยให้อาการไอเรื้อรังดำเนินต่อไป อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพปอดในระยะยาว

อาการไอแบบไหนที่ควรเริ่มสงสัยว่าไม่ใช่แค่หวัด

  • ไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ แต่ไอตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเวลากลางคืนหรือหลังตื่นนอน
  • ไอเรื้อรังนานเกิน 3 สัปดาห์
  • ไอแล้วรู้สึกเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจเสียงวี๊ด
  • ไม่มีไข้ ไม่มีน้ำมูก แต่ไอไม่หาย
  • ไอเมื่อเจออากาศเย็น ฝุ่น ควัน หรือกลิ่นฉุน

สาเหตุอื่นที่อาจทำให้ “ไอเรื้อรัง” ในช่วงอากาศเย็น

  1. โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ (Allergic Rhinitis / Asthma) อากาศเย็น ฝุ่น หรือไรฝุ่นกระตุ้นให้หลอดลมไวผิดปกติ เกิดอาการไอเรื้อรัง หอบ หรือแน่นหน้าอก
  2. หลอดลมไวเกิน (Airway Hyperreactivity) พบหลังหายจากหวัดแล้วหลอดลมยังระคายเคืองอยู่ ทำให้ไอง่ายแม้ไม่มีเชื้อโรคแล้ว
  3. โรคกรดไหลย้อน (GERD) กรดจากกระเพาะย้อนขึ้นมา ทำให้ไอเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว มักไอตอนกลางคืนหรือหลังอาหาร
  4. การติดเชื้อเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือโรคปอดบางชนิด

แนวทางดูแลเบื้องต้นเมื่อมีอาการไอเรื้อรัง

  • หลีกเลี่ยงอากาศเย็น ฝุ่น ควัน หรือสารกระตุ้นภูมิแพ้
  • ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ เพื่อช่วยลดการระคายคอ
  • หมั่นล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพื่อช่วยลดการอักเสบของเยื่อบุ
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด กาแฟ หรือของทอด หากสงสัยกรดไหลย้อน
  • หากไอนานเกิน 2–3 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด