“นิ่ว” ไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันสองวัน แต่ค่อย ๆ ก่อตัวจากการสะสมของแร่ธาตุหรือของเสียในร่างกาย เช่น แคลเซียม ฟอสเฟต หรือกรดยูริก ที่ตกผลึกในอวัยวะอย่าง ไต ถุงน้ำดี หรือท่อน้ำดี ระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน แต่เมื่อก้อนนิ่วโตขึ้นหรือเคลื่อนที่ไปอุดทางเดินของของเหลวในร่างกาย อาการจะเริ่มปรากฏชัดขึ้น
อาการปวดบิดหรือเสียดรุนแรงบริเวณหลังหรือชายโครง มักเกิดจาก นิ่วในไตหรือนิ่วในท่อไต ที่เคลื่อนตัวไปอุดทางเดินปัสสาวะ
ผู้ป่วยมักปวดร้าวมาถึงท้องน้อย หรือขาหนีบ และอาจมีเหงื่อออก คลื่นไส้ร่วมด้วย
เป็นสัญญาณชัดของ การระคายเคืองในระบบทางเดินปัสสาวะ หากนิ่วขูดผนังของท่อไตหรือกระเพาะปัสสาวะ อาจทำให้ปัสสาวะมีสีแดงหรือชมพูจาง ๆ ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที
เกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะจากนิ่ว หรือมีการติดเชื้อร่วมด้วย โดยเฉพาะในผู้ที่ดื่มน้ำน้อย หรือกลั้นปัสสาวะบ่อย จะเสี่ยงสูงกว่าปกติ
อาจเป็นอาการเริ่มต้นของ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เพราะก้อนนิ่วจะกระตุ้นผนังกระเพาะปัสสาวะให้เกิดการบีบตัวบ่อย ทำให้รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำตลอดเวลา
เป็นอาการคลาสสิกของ นิ่วในถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดี
อาการมักกำเริบหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาจมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย และถ้านิ่วอุดท่อน้ำดีนาน อาจเกิดอาการ “ตัวเหลือง–ตาเหลือง” ได้
หากมีไข้ร่วมกับอาการปวดท้องหรือปวดเอว อาจเป็นสัญญาณของ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะหรือท่อน้ำดี จากนิ่วที่อุดตัน ซึ่งหากปล่อยไว้เสี่ยงภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้
นิ่วที่อยู่ในถุงน้ำดีอาจรบกวนการหลั่งน้ำดี ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ เกิดอาการแน่นท้องหลังรับประทานอาหาร และเบื่ออาหารเรื้อรัง
นิ่วขนาดเล็กบางชนิดอาจไม่มีอาการเลยในช่วงแรก แต่หากปล่อยไว้ ก้อนนิ่วอาจโตขึ้นจนทำให้เกิดการอุดตันหรือติดเชื้อรุนแรง การตรวจสุขภาพช่องท้องหรือระบบทางเดินปัสสาวะเป็นระยะ เช่น อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) หรือ เอกซเรย์ช่องท้อง (KUB) จึงเป็นวิธีสำคัญในการค้นหานิ่วตั้งแต่ระยะเริ่มต้น